“สิงโตทอง” ต้นแบบชุมชนไร้พุงไร้โรค CUP บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา

 

“สิงโตทอง” ต้นแบบชุมชนไร้พุงไร้โรค

CUP บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา

                                                             

 

เบาหวาน กับวิถีวัฒนธรรมอิสลาม ของชาวมุสลิม สิงโตทอง                                                     

 

 

               ตำบลสิงโตทอง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นตำบล สองศาสนา เพราะที่นี่จะมีทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ปัญหาเรื่องของสุขภาพนั้น ส่วนใหญ่ชาวมุสลิมจะพบปัญหามากกว่า เนื่องจากชาวมุสลิมจะนิยมรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้ง น้ำตาล กะทิ และเนื้อสัตว์ เช่น  แกงกะทิ และต้มซุปเครื่องใน เป็นต้น

 

 

และเมื่อมีการจัดงานบุญคราวใด ก็จะนิยมเลี้ยงอาหารประเภท ข้าวหมก ข้าวมัน ต้มซุป แกงสะระมัน  แกงกะทิ ขนมหวาน เช่น  ทองหยิบ ทองหยอด  หม้อแกง  ผลไม้เชื่อมหรือแช่อิ่ม ซึ่งอาหารส่วนใหญ่มีรสจัดจ้าน และส่งผลเสียต่อสุขภาพ

 

 

และจากปัจจัยนี้เองที่ทำให้ชาวไทยมุสลิมในสิงโตทอง ป่วยเป็นโรคเบาหวานกันเป็นจำนวนมาก  ส่วนโรคที่เป็นปัญหารองลงมาก็คือโรคความดันโลหิตสูง  นอกจากนี้ยังพบภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย   

 

 

 

สู่การเป็นชุมชนต้นแบบไร้พุงไร้โรค

 

 

ปี 2552 กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเรื่องโรคอ้วน และเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานสมัครเข้าร่วมโครงการองค์กรไร้พุงไร้โรค ด้วยเหตุนี้องค์การบริหารส่วนตำบลสิงโตทองและสถานีอนามัยตำบลสิงโตทอง  จึงได้เข้าร่วมโครงการสิงโตทองร่วมใจสู่องค์กรต้นแบบไร้พุงไร้โรค เพื่อให้ภาคีเครือข่ายและองค์กรในชุมชนได้กำหนดแนวทางการรณรงค์  3 อ. ร่วมกัน  ทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายและชุมชนให้มีความรู้ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองให้ถูกต้องตามหลัก  3  อ. รวมทั้งสนับสนุนการจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนอย่างต่อเนื่อง  โดยมีเป้าหมายที่การดึงให้องค์กรทุกภาคส่วนในตำบลสิงโตทองจำนวน 13 แห่ง กลายเป็นภาคีเครือข่ายคนไทยไร้พุง  รวมทั้งดึงให้ประชาชนที่มี 6 ปีขึ้นไปเข้าร่วมกิจกรรมเครือข่ายคนไทยไร้พุงด้วย

 

 

 

 

ภารกิจลดพุงในสิงห์โตทอง

 

 

การดำเนินงานลดพุงในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปทำความเข้าใจกับอิหม่าม ประจำมัสยิดเรื่องผลเสียจากโรคอ้วนลงพุง  เพื่อหาแนวร่วมในการดำเนินงาน  จากนั้นจึงได้มีการจัดเสวนาร่วมกันระหว่าง  อิหม่าน / เจ้าอาวาสวัด ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. และอสม. เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน โดยกำหนดเป็นนโยบายของแต่ละหน่วยงาน/กลุ่ม และร่วมระดมความคิดกำหนดแนวทางการดำเนินงานของตำบล   กำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ  และมอบหมายภารกิจหน้าที่ให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ รวมทั้งร่วมกันประชาสัมพันธ์โครงการทุกรูปแบบผ่านสื่อและองค์กรต่างๆ ในพื้นที่เพื่อสร้างกระแส และจัดอบรมให้ความรู้เรื่อง 3 อ. แก่อิหม่าน / เจ้าอาวาสวัดผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. อสม. ตัวแทนนักเรียนทุกโรงเรียน  แล้วออกรณรงค์ให้ความรู้  เรื่อง  3 อ.  กับประชาชนทั่วไป   

 

 

นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรมแกนนำการออกกำลังกายทุกหมู่บ้าน ๆ ละ  2 คน  รวม 16 คน และสนับสนุนการพัฒนากลุ่มออกกำลังกาย / จัดตั้งกลุ่มออกกำลังกาย  โดยนำแกนนำออกกำลังกายที่ผ่านการอบรมแล้วมานำกิจกรรมการออกกำลังกายในชุมชน เช่นเต้นแอโรบิค  รำไม้พอง  ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เป็นต้น

 

 

ในโครงการนี้ อสม.และอบต.คือแกนนำหลักในการรณรงค์วัดรอบเอว ชั่งน้ำหนัก ก่อนที่จะนำข้อมูลส่งเจ้าหน้าที่ อบต. บันทึกลงโปรแกรมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา  อบต. จะทำหน้าที่ประเมินผลน้ำหนัก และรอบเอว ให้กับกลุ่มเป้าหมายเดิม หลังจากที่มีการดำเนินงานครบ  6 เดือน  พร้อมบันทึกลงโปรแกรมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเปรียบเทียบการดำเนินงาน    

 

 

 

 

 ผลงานที่เป็นไปตามคาดหมาย

 

 

 1.การกำหนดบทบาทภาคีเครือข่ายและองค์กรในชุมชนเพื่อการรณรงค์โครงการ ผลงานแรกที่เกิดขึ้นคือภาคีเครือข่ายและองค์กรในชุมชนร่วมกำหนดบทบาท / แนวทาง/ของภาคีเครือข่ายและองค์กรตนเอง และกับภาคีเครือข่ายและองค์กรอื่น  ในการดำเนินการรณรงค์  3 อ.  โดยกำหนดบทบาทแต่ละกลุ่มดังนี้

 

 

กลุ่มผู้นำศาสนา(อิหม่าน)มีบทบาท เป็นบุคคลต้นแบบด้านการบริโภคอาหารที่เหมาะสมแก่ประชาชนทั่วไป  ให้ความรู้แก่ประชาชนในโอกาสสำคัญทางศาสนาและโอกาสที่เหมาะสม โดยกำหนดแนวทางให้มัสยิด ทั้ง  6 แห่ง และวัด 2 แห่ง ลดการกินกาแฟ

 

 

กลุ่ม อสม. มีบทบาท เป็นบุคคลต้นแบบด้านการบริโภคอาหารที่เหมาะสมแก่ประชาชนทั่วไป ประชาสัมพันธ์โครงการฯ และให้ความรู้เรื่อง  3 อ. ทุกเวทีในชุมชน รณรงค์การชั่งน้ำหนักและวัดรอบเอว  อย่างน้อย ปี ละ 2 ครั้ง  และร่วมสร้างค่าแกงส้มให้มีคุณค่าเป็นสัญญาลักษณ์ของการห่วงใยสุขภาพเพราะว่า แกงส้มเป็นแกงที่ไม่ใส่กะทิ                        

 

 

เจ้าหน้าที่และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล มีบทบาท เป็นบุคคลต้นแบบด้านการบริโภคอาหารที่เหมาะสมแก่ประชาชนทั่วไป ประชาสัมพันธ์โครงการฯ และรณรงค์การชั่งน้ำหนักและวัดรอบเอว ให้ความรู้ 3 อ. แก่ประชาชนที่มาประชุม/อบรม ที่ห้องประชุม อบต. บันทึกข้อมูล น้ำหนัก รอบเอว ปีละ 2 ครั้ง และร่วมสร้างค่าแกงส้มให้มีคุณค่าเป็นสัญญาลักษณ์ของการห่วงใยสุขภาพ

 

 

โรงเรียน  มีบทบาท จัดกิจกรรมออกกำลังกายหน้าเสาธงทุกวัน ๆ ละ 30 นาที อาหารกลางวันให้มีแกงส้มอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ให้นักเรียนช่วยประชาสัมพันธ์โครงการฯ และรณรงค์การชั่งน้ำหนักและวัดรอบเอว ให้ผู้ปกครองเข้าใจ

 

 

กลุ่มแม่บ้าน  มีบทบาท ค้นหาสูตรแกงส้มที่อร่อยที่สุดของตำบล เป็นแกนนำในการประกวดแกงส้มที่ดีที่สุดของตำบล

 

 

 

 

2. เกิดเรื่องดีๆ ด้านสุขภาพ คือ นโยบายสาธารณะเกี่ยวกับ 3 อ. จำนวน 3 เรื่อง  คือ

 

 

1. กำหนดให้แกงส้มเป็นเมนูอาหารหลัก สำหรับอาหารกลางวัน ทุกครั้งที่มีการอบรมในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน รวมทั้งในส่วนของโรงเรียน กำหนดให้แกงส้มเป็นเมนูหลักอาหารกลางวัน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน 

 

 

2. เพิ่ม ชาใบเตย  สมุนไพรชงจากคอกคำฟอย เป็นทางเลือกใหม่จากเดิมที่มีกาแฟอย่างเดียว ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน  

 

 

3. มีการประกวดการออกกำลังกายทุกปี  ตามประเภทการออกกำลังกาย และประกวดแกงส้มที่ดีที่สุดของตำบล  กระบวนการเริ่มจากภาคีเครือข่ายและองค์กรในชุมชนร่วมกำหนดบทบาท/แนวทาง/ของภาคีเครือข่าย   ตัดสินใจทำร่วมกันพร้อม ๆ กัน เหมือนกัน ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าสำคัญมาก  ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วม  คือ ร่วมคิด  ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาของชุมชน ชุมชนย่อมรู้ดีกว่าหน่วยงานอื่น จึงร่วมกำหนดบทบาท / แนวทางปฏิบัติทั้งหมด

 

 

 

 

3. เครือข่ายและชุมชนได้รับการพัฒนาให้มีความรู้  ความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

 

 

ตนเองให้ถูกต้องตามหลัก  3  อ. 

 

 

 

 

4. กิจกรรมสร้างสุขภาพในชุมชนได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง  2  กลุ่ม   คือ กลุ่มออกกำลัง

 

 

กายบ้านคลอง 20 หมู่ 4  และ กลุ่มออกกำลังกายบ้านคลอง 20 หมู่ 6  โดยเพิ่มทางเลือกการออกกำลังให้กับชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ คือจัดกิจกรรมรำไม้พอง ซึ่งเหมาะกับวิถีชีวิตสำหรับไทยมุสลิม จึงได้รูปแบบการออกกำลังแบบรำไม้พองแบบสิงโตทองอีกรูปแบบหนึ่ง คือไม่ใช้เสียงเพลงประกอบ ท่ารำเรียบง่ายไม่น่าเกลียด แต่ถูกหลักการออกกำลังกาย เดิมกลุ่มออกกำลังกายทั้ง 2 กลุ่ม มีการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตไทยมุสลิม เพราะชาวมุสลิมไม่นิยมใช้เสียงเพลงที่มีจังหวะเร็วในการเต้นประกอบการออกกำลังกาย ซึ่งถือว่าเป็นการไม่สุภาพ   

 

 

 

 

ผลงานที่เกินคาดหมาย

 

 

มีการจัดงานมหกรรมสุขภาพขึ้น ในวันที่  24  ธันวาคม  2552   มีจำนวนผู้เข้าร่วมงานมหกรรมสุขภาพ 

 

 

จำนวนมากถึง  593  คน  โดยนับจากหางบัตรจับรางวัล  ซึ่งผู้มีสิทธิจับรางวัลในงานได้ผ่านฐานให้ความรู้ รวม  5  ฐาน ดังนี้ คือ  ฐานที่ 1 ผ่านการชั่งน้ำหนัก  วัดส่วนสูง  วัดความดันโลหิต  และวัดรอบเอว  ฐานที่ 2 ตรวจสมรรถภาพร่างกาย  ฐานที่ 3 ความรู้โรคภัยเงียบ  ฐานที่ 4 ความรู้เกี่ยวกับอาหาร และฐานที่ 5 ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย  โดยต้องมีรายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ประจำฐาน  ทั้ง 5 ฐาน

 

 

 

 

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

 

 

1. ความเชื่อถือศรัทธาจากผู้นำศาสนา ซึ่งมีอิทธิผลต่อผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม 

 

2. การพบโรคในกลุ่มของผู้นำภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพทำให้ภาคีเครือข่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียด้านสุขภาพในพื้นที่ ตระหนักถึงภัยคุมคามด้านสุขภาพ จากวิถีชีวิตปัจจุบัน 

 

3. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของภาคีเครือข่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียด้านสุขภาพในพื้นที่ 

 

4. นโยบายสาธารณะในตำบล 

 

5. มีการจัดกิจกรรมที่ต่อเนื่อง/พร้อมๆ กัน โดยเริ่มจากการปรับแนวคิดจากผู้นำศาสนาเสวนาแกนนำในชุมชน/อบรมให้ความรู้ อบรมให้ความรู้แกนนำออกกำลังกาย และประกวดกิจกรรมการออกกำลังกาย  

 

6. การจัดงานมหกรรมสุขภาพ    

 

 


อ่าน 848 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting



หน้าแรก | แนวคิดบริการ | สถานการณ์| แนวคิดคุณภาพ | องค์ความรู้ | พื้นที่แผนงาน | สื่อเผยแพร่ | ข่าว/กิจกรรม | รวมลิงค์