คร้งที่ 7

 

เสวนา "ร่วมพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน" ครั้งที่ 7

การจัดการโรคเรื้อรังในชุมชน

สำนักงานวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับองค์กร 5 . คือ สวรส. สปสช. สช. สสส. สธ. และ องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เปิดพื้นที่ เสวนา “ร่วมพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน” ครั้งที่ 7 หัวข้อ “การจัดการโรคเรื้อรังในชุมชน” เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมสานใจ อาคารสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นเวทีกลางในการพัฒนาแนวคิดและดำเนินงานพัฒนาสุขภาพระหว่างสถาบันวิชาการ องค์กรภาคี ท้องถิ่น ตลอดจนเครือข่ายบริการสุขภาพในพื้นที่ รวมถึงสร้างการขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชนให้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาประเทศ นำเปิดประเด็นโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินรายการโดย พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอเซียน มหาวิทยา ลัยมหิดล มีผู้เข้าร่วมเสวนากว่า 30 คน จากเครือข่ายวิชาการภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย เครือข่ายองค์กรด้านสุขภาพระดับชาติ เครือข่ายสาธารณสุขในพื้นที่ อาจารย์ นักวิชาการ และคนที่สนใจ

 

วิทยากรนำเสนอ บทเรียนของการจัดการโรคเรื้อรังในชุมชน คือ บทเรียนชุมชนและท้องถิ่นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดย คุณจันทิมาพร ทองนาค ปลัด อบต.มะขุนหวาน และนายนพดลทรายมูล รองประธานกองทุนหลักประกันสุขภาพ อบต.มะขุนหวาน .สันป่าตอง .เชียงใหม่ บทเรียนการจัดการเพื่อสนับสนุน Self Management .ให้แก่ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ โดย พญ.สกาวเดือน นำแสงกุล โรงพยาบาลครบุรี .นครราชสีมา และบทบาทของสถานพยาบาลในระบบจัดการเพื่อดูแลและป้องกันโรคเรื้อรังในชุมชน โดย นพ. วิรัชศิริกุลเสถียร และคุณรัชดา  พิพัฒน์ศาสตร์ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก การนำเสนอเน้นบทเรียนท้องถิ่นในการจัดการโรคเรื้อรังในชุมชน การเตรียมองค์กรและบุคลากรเพื่อขับเคลื่อนการจัดการโรคเรื้อรัง และการเสริมศักยภาพประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดการโรคเรื้อรังในชุมชน

บทเรียนชุมชนและท้องถิ่นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเสี่ยงต่อสุขภาพ

นายนพดล ทรายมูล รองประธานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อบต. มะขุนหวาน .สันป่าตอง .เชียงใหม่ นางจันทิมาพร ทองนาค ปลัด อบต. มะขุนหวาน

 

จุดเริ่มต้นการทำงานจัดการโรคเรื้อรังในชุมชน (โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง) เริ่มขึ้นในปี 2549 การตัดสินใจทำเรื่องนี้ มาจากข้อมูลสุขภาพในชุมชนที่พบว่า คนป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ มะเร็ง และอ้วนเยอะ ซึ่งเป็นโรคที่มาจากการบริโภค ทางผู้บริหาร อบต. ตระหนักถึงความสำคัญในการทำงานเรื่องสุขภาพ โดยมีการแยกแผนด้านสุขภาพออกมาเฉพาะทำให้เห็นการดำเนินงานสุขภาพที#ชัดตัง) แต่ก่อนที#จะมีกองทุนหลักประกันสุขภาพ มีการใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน เป็นเครื่องมือที่สำคัญทำให้มีทางเดินไปสู่การพัฒนา และเป็นกระบวนการให้ภาคีต่างๆเข้ามาร่วมคิด ได้กระตุ้นทุนทางสังคมเดิมที่มีอยู่ มีความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น (อบต.) และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และภาคีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง) เป้าหมายหลักให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยใช้มาตรการทางสังคม และระบบเฝ้าระวัง ซึ่งมองว่าถ้าคนปรับพฤติกรรมได้ ปัญหาอื่นอีกหลายเรื่องก็จะแก้ไขได้ไปด้วย “การทำให้ประชาคมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ต้องควบคู่การทำมาตรการทางสังคมและทำข้อตกลงร่วมกับชาวบ้าน”

 

ในการดำเนินงาน ได้จัดเวทีประชาคมสร้างความเข้าใจกับองค์กร บุคลากรในชุมชน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคในปัจจุบัน เปิดพื้นที่ให้ร่วมคิด มีการวิเคราะห์ปัญหา รับรู้ปัญหาร่วมกัน และให้คิดวางแผนการทำงานว่าจะทำอะไร (เช่น รณรงค์อาหารหวาน ลดแอลกอฮอล์ในงานบุญ กิจกรรมออกกำลังกาย ปลูกผักพื้นบ้าน) ทำออกมาเป็นมาตรการทางสังคม ซึ่งเป็นมาตรการเชิงบวก ทำเป็นข้อตกลงกับชาวบ้าน และมีการประกาศเจตนาต่อสาธารณะ ออกตัวให้แรง สร้างกระแสในชุมชน ข้อตกลงแต่ละเรื่องจะมีชาวบ้านเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการ ซึ่งมีการติดตามประเมินผลว่าได้ทำหรือไม่ และเกิดผลอย่างไร

 

โดยสรุปปัจจัยความสำเร็จของการทำงานว่ามาจากการใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือ ซึ่งเชื่อมแผน อบต.กับแผนของกองทุนสุขภาพได้เป็นแผนเดียว และยังสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เกิดนวัตกรรมใหม่ในชุมชน ท่ามกลางบรรยากาศวัฒนธรรมการทำงานที่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ยังมีกลไกของกองทุนสุขภาพตำบลที่เข้ามาช่วงหลังเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทำให้เกิดเวทีพูดคุย คิดวางแผนขับเคลื่อนงานในเชิงป้องกันส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น ปัจจุบันมีการพัฒนางานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง แม้จะเปลี่ยนผู้บริหารแต่งานตามแผนสุขภาพนี้ก็ยังดำเนินต่อไปได้

 

บทเรียนการจัดการเพื่อสนับสนุน Self Management ให้แก่ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

พญ.สกาวเดือน นำแสงกุล โรงพยาบาลครบุรี .นครราชสีมา

 

 

เริ่มทำงานในปี 2547 เริ่มจากทุกข์ที่ต้องเรียนรู้ ที่เห็นคนไข้อดข้าวมานอนรอตั้งแต่ตีห้า คนไข้ล้นเจ้าหน้าที่ก็เหนื่อยรับไม่ไหว หมอก็ทุกข์ไม่มีเวลาคุยกับคนไข้ ตอนนั้น คิดว่าอาจมีความรู้ไม่พอ จึงไปเรียนรู้ที่แก้ทุกข์ จากเครือข่ายต่างๆ จนได้คิดว่า ยาไม่ใช่คำตอบหมด แต่สิ่งสำคัญคือความร่วมมือของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง จึงได้มาสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการดูแลกลุ่มคนป่วยเบาหวานทั้งสหวิชาชีพและกลุ่มชาวบ้าน เริ่มทำเป็นค่ายแกนนำเพื่อพัฒนาทีมในการดูแลผู้ป่วย ใช้สถานที่ที่วัดในการจัดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมมีทั้งชาวบ้านที่ป่วยและ อสม. เราพยายามอธิบายเรื่องเบาหวานให้ง่ายสุด ให้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ดูแลจิตใจ ให้คนไข้ได้มีโอกาสเล่าเรื่องของตัวเอง วิธีการดูแลตัวเอง และให้เรียนรู้มีประสบการณ์ตรงในการดูแลตนเอง แกนนำที่ได้เข้าค่ายจะมีความรู้ เข้าใจตนเองมากขึ้น ดูแลตนเอง และดูแลคนอื่นได้ และยังทำเป็นคู่มือแกนนำในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานออกมาด้วย เมื่อได้พัฒนาทีมแกนนำแล้ว จึงมาเริ่มปรับที่ระบบบริการตามไปด้วยเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยดูแลตนเองได้เป็นนโยบายที่จะต้องกระจายผู้ป่วยลง PCU โดยปรับบริการที่ PCU เริ่มจาก PCU ที่มีศักยภาพก่อน เสริมศักยภาพให้เจ้าหน้าที่ดูแลคนไข้ได้เต็มที่มากขึ้น ทีมสหวิชาชีพของ รพ.แบ่งออกเป็น 5 ทีม ลงไปช่วยวางระบบให้ มีการแบ่งคนไข้เป็นกลุ่มและนัดเป็นกลุ่ม นัดตามตำบลและจัดกลุ่มหมู่บ้านใกล้เคียง ไม่ต้องมารอตัง, แต่เช้า แต่มาตามเวลานัด เมื่อนัดเป็นกลุ่มจะมีกลุ่มในการช่วยเหลือกัน เป็นกลุ่มพัฒนาศักยภาพ มีการพัฒนาแกนนำใน B Visit บ่าย เพื่อเพิ่มสมรรถภาพในการดูแลจากการปรับบริการนัดผู้ป่วยเป็นตำบล ทำให้ลดระยะเวลารอคอย ไม่ต้องอดอาหาร ผู้ป่วยมีความสุขมากขึ้นได้เจอเพื่อนๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง หมอจำผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น มีแกนนำเบาหวานที่จะช่วยในแต่ละกลุ่ม ทำให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการดูแลตนเอง ในปัจจุบันหัวหน้ากลุ่มสามารถเจาะเลือดตรวจน้ำตาลได้เอง อสม.ทำหน้าที่การคัดกรองคนไข้เบาหวานได้ และการตรวจเบาหวานปัจจุบันตรวจที่ รพสต. มีคลินิกคัดกรองเท้า เจาะเลือดได้ และกำลังจะเติมเรื่องข้อมูลความรู้ (Literacy) ในการดูแลตนเองให้กับชาวบ้านมากขึ้น สุดท้ายคือให้คนป่วยควบคุมดูแลตัวเองได้ทั้งหมด

 

บทบาทของสถานบริการในระบบจัดการเพื่อดูแลและป้องกันโรคเบาหวานในชุมชนเครือข่าย

นพ.วิรัช ศิริกุลเสถียร โรงพยาบาลพุทธชินราช .เมือง พิษณุโลก

 

โรงพยาบาลพุทธชินราช มี PCU 20 แห่งที่ต้องดูแล ในการทำงานจะประสานกับเครือข่ายบริการปฐมภูมิเขตเมือง (CUP เมือง) อีก B แห่ง แนวคิดในการเริ่มต้นพัฒนาอยู่บนฐาน การสร้างทีมร่วมดูแลระบบสุขภาพประชาชน การสร้างระบบเชื่อมโยง และการสร้างพลังชุมชน ในการออกแบบระบบบริการ มีระบบการกระจายการดูแลรักษาเบาหวานโดยรับ Case จาก PCU หรือ รพช. เมื่อควบคุมได้แล้ว ส่งต่อกลับไปที่ PCU ที่รับผิดชอบ ซึ่งจุดแข็งสำหรับระบบตรงนี้คือ PCU ถ้า PCU ทำได้ดี งานจะมีความยั่งยืน ไปสู่การดูแลตนเอง การดูแลในครอบครัวและการดูแลในชุมชน (Self Care/ Family Care /Community Care) .ในการทำงานจึงเน้นบูรณาการการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ระหว่างโรงพยาบาล หน่วยบริการปฐมภูมิ และชุมชน มีการจัดโซนในการดูแล พยาบาลเวชปฏิบัติที่ประจำสถานีอนามัย สามารถโทรปรึกษากับแพทย์ที่ปรึกษาประจำโซนได้ และมีการเชื่อมข้อมูลกับโรงพยาบาลต่าง ๆ ร่างเป็นแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง) นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบสารสนเทศ (โปรแกรม HAMIS และ Smart DM) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่โรงพยาบาลพัฒนาเอง สำหรับบันทึกข้อมูลประวัติการตรวจรักษาของคนไข้แต่ละคน และมีกิจกรรมเสริมการดูแลตัวเองของคนไข้ในรูปแบบต่างๆ เช่นการส่งเสริมสุขภาพหลากหลายทางเลือก ไม่ใช่เพียงการใช้ยาอย่างเดียว กิจกรรม One Day Camp สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับ HbA1c > 8 กิจกรรมกลุ่มสร้างพลังอำนาจในการดูแลตนเองชมรมผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน มีการค้นหาคนต้นแบบเรียกว่า หัวหมู่ มารับการอบรม ศึกษาดูงาน พร้อมฝึกปฏิบัติจริงที่โรงพยาบาล ก่อนที่จะลงไปทำเชิงรุกในพื้นที โดยหลังการอบรม มอบหมายให้ดูแลผู้ป่วย 3;-0; คน ต่อหัวหมู่ 3 คน ในการออกตรวจที่ PCU หรือ ในชุมชน มีการทำกิจกรรม Seven สุขภาพ คือการรวม 1 ภาคีเครือข่ายในชุมชนเข้ามาช่วยทำให้การตรวจเบาหวานจบลงอย่างรวดเร็ว และต่อมาขยายเป็น Eleven สุขภาพ ที่เริ่มทำงานตั้งแต่ 7โมงเช้า และสามารถเสร็จได้ภายใน 11โมง โดยมีเครือข่ายที่เข้ามีมีส่วนร่วมช่วยคือ 1.ผู้ป่วยและครอบครัว 2.อสม. 3.คนต้นแบบ/หัวหมู่เบาหวาน 4.กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน 5. อบต. 6.รพสต. 7.รพ.พุทธชินราช พิษณุโลก 8.สสจ./สสอ. 9.จิตอาสา 10. ครู 11.พระภิกษุ และมีความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น อาทิ เปลี่ยนบ้านผู้ใหญ่บ้านเป็นโรงพยาบาล เปลี่ยนลานเปล่าให้เป็นที่ออกกำลังกายและเปลี่ยนลานบ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้ สรุปจากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า อัตราการคัดกรองเบาหวานในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ปีล่าสุดคัดกรองได้ครอบคลุมถึงร้อยละ 96 อัตราผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ลดลงเป็นร้อยละ 7 ในปีที่ผ่านมา อัตราของผู้ป่วยเบาหวานที่มี HbA1c น้อยกว่า 7 พบร้อยละ 40 บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ 

 

 

 

 

 

ไฟล์สำหรับดาวโหลด

Download file1

Download file2

Download file3

Download file4

Download file5

Download file6

Download file7

 


อ่าน 558 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting



หน้าแรก | แนวคิดระบบสุขภาพชุมชน | เวทีขับเคลื่อน | งานวิจัยชุมชน | นักจัดการชุมชน | พื้นที่แผนงาน | ข่าว / กิจกรรม | รวมลิงค์ระบบสุขภาพชุมชน