งานวิจัยชุมชน

 

บทสรุปผู้บริหารโครงการวิจัยระบบสุขภาพชุมชน

การพัฒนาสาธารณสุขมูลฐานได้เกิดขึ้นตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (ปี พ.. 2520 – 2524) โครงสร้างระบบบริการทั้งในและนอกระบบคือ โรงพยาบาลชุมชน และระดับตำบล หมู่บ้าน คือ สถานีอนามัยได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ พร้อมๆ กับการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุข ผู้สื่อข่าวสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้วยสาธารณสุขของประเทศ การมีบัตรประกันสุขภาพ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งซึ่งทำขึ้นเพื่อเพื่อการเข้าถึงบริการของประชากรไทย การพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องโดยการใช้ยุทธศาสตร์บูรณาการเข้ากับแผนพัฒนาระดับประเทศและเน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกกระทรวง

ความสำเร็จเกิดจากการทำงานร่วมกับภาคีต่างๆ ทั้งในภาคส่วนด้านสาธารณสุข และภาคีด้านอื่นๆ การทำให้สุขภาพเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ และผนวกอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมการมีชมรมแพทย์ชนบทเป็นกระบอกเสียงให้ภาคประชาชนและภาควิชาชีพ ตลอดจนการทำงานโดยใช้ข้อมูลยืนยัน ทำให้การพัฒนาเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง สู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การลดความยากจนและการพัฒนาโครงสร้างทางสาธารณูปโภคเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ 

หนังสือ “good health at low cost 25 years on what makes a successful health system”โดยนักวิชาการจาก the London School of Hygiene & Tropical Medicine 2011 กล่าวว่าความสำเร็จของความพยายามในการพัฒนาสุขภาพอนามัยแม่และเด็กของประเทศไทยมากว่า 40 ปีเกิดจากการที่มีการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ และโครงสร้างระบบตำบล หมู่บ้าน ซึ่งรับหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการนำนโยบายมาสู่การปฏิบัติ การปฏิรูประบบสาธารณสุขเมื่อปีพุทธศักราข 2544 ทำให้เกิดการมีหลักประกันถ้วนหน้าสำหรับคนไทยทุกคน การพัฒนาเศรษฐกิจ และลดความยากจน ช่วยลดปัญหาความไม่สามารถในการอ่านออกเขียนได้ของคนไทย และลดปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศชาย และหญิงได้ ทำให้เกิดการพัฒนาด้านสุขภาพให้เป็นจริงได้ ดังนั้นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จอยู่ที่

 

 

 

การผนวกประเด็นสุขภาพและประเด็นการพัฒนาประเทศเข้าด้วยกัน 

การปฏิรูประบบสุขภาพเพื่อให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 

การทำงานโดยใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการทำแผนพัฒนาระดับชาติ 

การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนได้ปรับเปลี่ยนจุดเน้นจากเดิมที่เน้นอนามัยแม่และเด็ก ไปสู่การพัฒนาอนามัยผู้ใหญ่โดยเน้นที่ความเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ อุบัติเหตุ พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ การเกิดโรคเอดส์และ HIV และปัจจัยกำหนดสุขภาพต่างๆ ของแต่ละพื้นที่กอร์ปกับการปรับระบบการบริหารการเมืองการปกครองจากระบบรวมศูนย์ไปสู่การกระจายอำนาจ ทำให้ผู้นำและระบบการปกครองระดับท้องถิ่นและชุมชนมีความสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนรายงานองค์การอนามัยโลกปี 2000 เรื่องระบบสุขภาพ: การปรับปรุงศักยภาพ นิยามคำว่าระบบสุขภาพว่าเป็นระบบที่ทุกองค์กร ทุกกลุ่ม ทุกคนทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายเพื่อการมีสุขภาพที่ดี มีการดูแลรักษา และคงไว้ซึ่งสุขภาพ ระบบสุภาพมีความหมายที่กว้างกว่าการจัดบริการในสถานบริการสาธารณสุข แต่หมายรวมถึงกรณีต่างๆ เช่น การที่แม่ดูแลเด็กป่วยที่บ้าน การมีคลีนิกเอกชน หรือการรณรงค์เพื่อการควบคุมแมลงหรือพาหะนำเชื้อโรค การประกันสุขภาพ การดูแลหรือออกกฎหมายให้เกิดความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ การทำกิจกรรมต่างๆ เป็นไปเพื่อการสร้างความเท่าเทียมของทุกคน ทั้งชายและหญิงตามสิทธิมนุษยชนที่ควรมี ในปัจจุบันการสาธารณสุขมูลฐานได้พัฒนานวัตกรรม เช่น การพัฒนาชุมชน การพัฒนาระบบการเงินชุมชน การปรับกลยุทธ์การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนการประสานงานและขับเคลื่อนภาคีเครือข่าย การทำงานสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทย ได้ประสบความสำเร็จจากยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภาคีและการบูรณาการการทำงานร่วมกันของพหุภาคี การมีส่วนร่วมของชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน การกระจายอำนาจในการวางแผน และ การบริหารจัดการ การกำกับติดตามสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากระดับชาติ สู่ระดับปฏิบัติ และการพัฒนาอาสาสมัครสร้างความสัมพันธ์ในระหว่างอาสมัคร เจ้าหน้าที่ และแกนนำชุมชนอย่างเท่าเทียม (Sanguan, 1990)

ในศตวรรษที่ 21 การสาธารณสุขมูลฐานกำลังถูกท้าทายด้วยปัญหาใหม่เช่น โรคเรื้อรังประชากรกลุ่มใหม่ คือผู้สูงอายุ และด้วยนโยบายสังคมใหม่ เช่น แรงงานข้ามชาติ ดังนั้นการมีส่วนร่วมของชุมชนจำเป็นต้องถูกปรับไปสู่การกระจายอำนาจสู่พื้นที่ รัฐบาลท้องถิ่นจึงกลายเป็นแกนนำสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน หน่วยงานอิสระเพื่อการพัฒนาสุขภาพ เช่น สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกองทุนสนับสนุนการวิจัยได้ให้การสนับสนุนชุมชนในด้านต่างๆ ตามพันธกิจของแต่ละองค์กรเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือการสนับสนุนให้ชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งทำให้เกิดคำถามในการวิจัยครั้งนี้ คือคนในชุมนิยาม คำว่าสุขภาพ และ ปัจจัยกำหนดสุขภาพว่าอย่างไร คนในชุมชนพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนอย่างไรคนในชุมชนใช้กิจกรรมหรือกระบวนการอะไรที่ทำให้เกิดการเสริมพลังอำนาจชุมชนคนในชุมชนใช้กลไกอะไรที่ทำให้กลุ่มต่างๆสามารถสร้างและจัดการระบบสุขภาพของชุมชนได้

ระเบียบวิธีวิจัยแบบ Community Based Participatory Research (CBPR) เริ่มด้วยการเตรียมการเพื่อเรียนรู้ทุนสังคมและสร้างทีมคณะกรรมการวิจัยของชุมชน (Quinn, 2004) การเรียนรู้สร้างสัมพันธ์กับคนในชุมชน เพื่อระบุภาพและหรือ โครงการที่มีการเปลี่ยนแปลงในชุมชนตามที่คนกลุ่มต่างๆ ในชุมชนรับรู้ การระบุประเด็นโดยการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 กลุ่มค้นหากระบวนการทำงาน กลไกที่สร้างขึ้น ในการคิด และ การขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยประชุมกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 กลุ่มเพื่อสรุปประชามติ (Jeremy Jones, Duncan Hunter, 2005) ถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการทำงานในโครงการสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนได้สำเร็จ นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลให้กับชุมชน และ ผู้ให้ข้อมูลหลักเพื่อสอบทานความถูกต้องของข้อมูลและผลการวิเคราะห์ข้อมูล (ดวงพร เฮงบุณยพันธ์, 2552)

 

 

 

 

 

 

การเลือกพื้นที่ เลือกโดยแหล่งทุน ได้ทั้งหมด 8 พื้นที่ จากแต่ละภาค คือ ภาคเหนือ สองตำบลภาคตะวันออกเฉียงเหนือสองตำบล ภาคกลาง สองตำบล และภาคใต้ สองตำบล โดยใช้เกณฑ์การพัฒนาระบบสุขภาพโดยการสนับสนุนจากแหล่งทุนใดแหล่งทุนหนึ่งที่กล่าวมาแล้วและมีประวัติความสำเร็จ

การเลือกผู้ให้ข้อมูลหลัก เลือกโดยกรรมการชุมชน ผู้ให้ข้อมูลระดับปฏิบัติโครงการเลือกโดยเทคนิค snow ball แต่ละพื้นที่จะมีผู้ให้ข้อมูลหลักประมาณ 40 คน ซึ่งประกอบด้วย ท้องที่ ท้องถิ่นองค์กรชุมชน จิตอาสาและเครือข่าย ตลอดจนเยาวชน รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน 320 คน

ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ทุนมนุษย์ที่สำคัญในทุกตำบลที่ประสบความสำเร็จ คือแกนนำจากท้องถิ่นและกลุ่มผู้มีจิตอาสา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครสาธารณสุข ส่วนทุนสังคมที่สำคัญคือ ทรัพยากรที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แหล่งน้ำ นอกจากนี้ยังพบว่าทุกตำบลในพื้นที่วิจัยมีทุนการเงินที่จัดทำขึ้นเองเป็นกองทุนชนิดต่างๆ เช่น กองทุนฌาปนกิจ กองทุนออมทรัพย์ และกองทุนสัจจะสะสมทรัพย์ ทุกตำบลมีคุณลักษณะการพึ่งตนเองได้อย่างชัดเจน และความเชื่อมั่นของแกนนำคือ การระดมทุน การหาภาคี การป้องกันควบคุมโรค การป้องกันและการเฝ้าระวังโรค อันตรายหรือปัญหา และ เฝ้าระวังภัยพิบัติ ส่วนนิยามคำว่าสุขภาพโดยผู้ให้ข้อมูลสอดคล้องกับนิยามขององค์การอนามัยโลกคือ ครอบคลุมภาวะทางกาย ใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการดูแล จัดการ และสร้างสมดุลย์ระหว่างสิ่งแวดล้อมและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ส่วนปัจจัยกำหนดสุขภาพครอบคลุมสภาพแวดล้อม ทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น ป่าไม้แหล่งน้ำ ทุนสังคมด้านกายภาพเครื่องมือที่ชุมชนใช้ในการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนมี 3 ชุด คือ 1.ชุดเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาหรือปัจจัยกำ หนดสุขภาพของชุมชน 2.ชุดเครื่องมือเพื่อพัฒนาการความเข้มแข็งของชุมชนประกอบด้วยการพัฒนาเรียนรู้ของคน พัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน 3.ชุดเครื่องมือเพื่อการขับเคลื่อนให้เกิดระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็ง ในเครื่องมือทั้ง 3 ชุด เครื่องมือที่ชุมชนต้องการการสนับสนุนเพิ่มขึ้นและต่อเนื่องอีกระยะหนึ่งคือ เครื่องมือในการขับเคลื่อนโดยเฉพาะการทำวิจัยโดยชุมชน การทำสมัชชาพื้นที่ การทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ชุมชนมีความเห็นว่าหน่วยงานสนับสนุนจากภายนอกควรให้อำนาจคนในท้องที่ตัดสินใจในการเลือกเครื่องมือ ยุทธศาสตร์ หรือกลยุทธ์ในจัดการตนเองเพื่อให้ชุมชนรู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของและสอดคล้องกับภูมิสังคมเชิงประจักษ์ของชุมชนด้วยนอกจากนี้ ทั้ง 8 พื้นที่เห็นเหมือนกันว่า เป้าหมายระบบสุขภาพชุมชนเดิมที่ต้องการเห็นชุมชนดูแลตัวเอง ช่วยเหลือผู้ถูกทอดทิ้งและผู้สูงอายุ ควบคุมและรักษาโรคเรื้อรังที่พบบ่อย ชุมชนได้เสนอให้เพิ่มประเด็นการดูแลทรัพยากรป่าไม้ แหล่งน้ำ ทุนสังคมด้านกายภาพ, การรักษามรดกทางวัฒนธรรม, การดูแลปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนในสังคม เช่น ยาเสพติดความรุนแรง ภัยพิบัติ, และการจัดทำข้อมูลชุมชนและระบบสื่อสารเพื่อสร้างเสริมสุขภาพแก่คนในชุมชนเพื่อเติมเต็มระบบบริการส่งเสริมสุขภาพ ชุมชนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีกำลังคน กำลังปัญญา กำลังทรัพย์กำลังสังคมพร้อม ดังนั้นระบบสุขภาพชุมชนสามารถก้าวไปกว้างไกลกว่าการทำงานในระบบบริการสุขภาพ แต่ขยายไปสู่การจัดการปัจจัยกำหนดสุขภาพได้ข้อเสนอแนะจากชุมชนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือหน่วยงานภายนอกควรบูรณาการรูปแบบดำเนินงานร่วมกันให้ได้และให้การสนับสนุนชุมชนในประเด็นที่สอดคล้องกับแผนของชุมชนและภาคีที่ชุมชนมีอยู่เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้กับชุมชน

สาระสำคัญท้ายสุดสรุปได้ว่าระบบสุขภาพเกิดได้ถ้ามีปัจจัยสำคัญ 2 ปัจจัย คือ ทุนมนุษย์ และทุนสังคมซึ่งมีการปฏิสัมพันธ์กัน ด้วยกลไกสำคัญ 3 กลไก คือ กลไกข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลด้วยตนเอง กลไกการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและวางแผน กำกับติดตามและประเมินผล และ กลไก การเรียนรู้พัฒนาอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลให้คนเกิดพลังอำนาจและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับชุมชนได้ จากโครงสร้างและกลไกทั้งสามจะทำให้เกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มต่างๆ ซึ่งต้องการขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ในวงการสาธารณสุข นั่นคือ การทำสมัชชา หรือ ธรรมนูญ การทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ การทำแผนพัฒนาสุขภาพชุมชน และกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น

 

 

 


อ่าน 433 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 การวิเคราะห์เครื่องมือและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการประเมินสุขภาพชุมชน
 ทบทวนแนวคิดการพัฒนาชุมชน
 งานวิจัยชุมชน
 การศึกษาผลของกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล

หน้าแรก | แนวคิดระบบสุขภาพชุมชน | เวทีขับเคลื่อน | งานวิจัยชุมชน | นักจัดการชุมชน | พื้นที่แผนงาน | ข่าว / กิจกรรม | รวมลิงค์ระบบสุขภาพชุมชน