สาระสำคัญจากการประชุม NCD Forum 2014

 

งาน NCD Forum 2014 เป็นการจัดการร่วมกันทั้งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข สปสช. สสส. สช Thai NCD net โดยในส่วนการจัดการทั้งหมด ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่สาม โดยได้ขยายวงเครือข่ายกว้างขวางมากขึ้น ประเด็นที่เราได้เรียนรู้แล้วสรุปว่ามีอะไรบ้าง ขอสรุปจากสิ่งที่เริ่มต้น คือ ท่านอาจารย์ประเวศ วะสีที่เริ่มว่าประเด็นสำคัญ คือ การจัดการโรคเรื้อรังต้องเริ่มจากชุมชนและต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ณ ขณะนี้มีสถานการณ์ที่มีภาระมากมายขนาดนี้เราไม่สามารถทำได้เพียงแค่เรื่องสาธารณสุขเท่านั้น และได้มีการเสนอว่าสิ่งที่เราอยากเห็นและทิศทางในข้างหน้าเราคงต้องให้มีนโยบายทั้งระดับชาติและในกระทรวงอื่นที่จะต้องมีบทบาทการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้น

อีกประเด็นเรื่องการรับมือวิกฤติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณเวลาได้นำเสนอสิ่งที่เป็นประเด็นและสาระสำคัญ คือ วิกฤตของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการเตรียมการอะไรอย่างไรบ้าง ขออนุญาตถ่ายภาพซ้ำของท่าน เป็นภาพที่ชัดเจนท่านเปรียบเทียบ“โรคเรื้อรังเป็นห่วงโซ่ของการตกเหว ถ้าท่านยังไม่ทำอะไรคนก็จะตกเหวไปเรื่อยๆ” การดำเนินการเพื่อป้องกันเพื่อไม่ให้มีปัญหาเหล่านี้ การป้องกันไม่ว่าจะเป็นระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ จนถึงตติยภูมิ  ถ้าไม่ต้องการให้คนจมไปถึงก้นเหวแล้วเสียชีวิต ก็อยู่ด้วยความพิการในระยะสุดท้าย คงต้องเริ่มการป้องกันตั้งแต่แรกโดยการจัดการเรื่องการดูแลนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วนและจะต้องดำเนินการไปอย่างมีขั้นมีตอน และมีการกำหนดเป้าหมายต่างๆ ที่ชัดเจน ไม่ว่าโรคเรื้อรังอย่างโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคปอด และโรคอื่นๆ ก็ตาม

วิกฤตที่เกิดขึ้นสองวิกฤติ คือ บริการไม่เพียงพอและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มทวีคูณก็เป็นปัญหา มาตรการสำคัญเพื่อรับมือวิกฤต คือ การปรับความคิดและนโยบายการจัดการเรื่องโรคเรื้อรังต้องเริ่มที่การป้องกันและควบคุม ต้องมองให้เห็นว่าการลงทุน การแก้ปัญหาป้องกันและควบคุมไม่ใช่ค่าใช้จ่ายแต่การลงทุนเพื่อให้เกิดสุขภาพดี เปลี่ยนมิติใหม่จากค่าใช้จ่ายเป็นการลงทุน ถึงกระบวนการที่เรียกว่าP 4 medicine: predictive, preventive, personalize, participatory ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญมากในการต้องรับมือกับโรคเรื้อรัง การปรับเน้นจุดเน้นบริการที่เปลี่ยนจากตั้งรับเป็นเชิงรุกและใช้ฐานเดิมที่มีความเข้มแข็งอยู่เดิมมาเป็นสาธารณสุขมูลฐาน ตลอดจนการพัฒนาบริการส่วนปลาย ส่วนที่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้านจะเป็นส่วนที่มีความสำคัญยิ่ง

นอกจากนั้น ท่านอาจารย์อัมมาร สยามวาลา เสนอเชิงนโยบายที่ว่ามาตรการที่รัฐควรจะต้องพัฒนาต่อไปก็คือการเข้าไปมีบทบาทในเชิงป้องกัน หรือการจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นการทำลายสุขภาพตัวเองเช่น ประเด็นเรื่องเหล้า บุหรี่ ซึ่งเป็นปัญหาเพื่อลดอุบัติเหตุหรือการลดการดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายของการจัดสรรงบประมาณและกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งประเทศไทยเองได้พัฒนาเรื่องนี้มาแล้วและน่าจะเป็นบทเรียนที่สำคัญในการพัฒนาในส่วนอื่นๆ ต่อไปได้เช่นกัน ส่วนที่เป็นประเด็นหลักที่ท่านอาจารย์วิจารณ์ พาณิชเสนอซึ่งซึ่งคิดว่ามันจะต่อโยงกับระบบ คือรากฐานปัญหาของการปรับลดความเสี่ยง สุดท้ายก็คือรากฐานจากปัญหาของการด้อยโอกาส การแก้ปัญหาที่อาจารย์ใช้คำว่าจารึกไปยาวนาน จากปัญหาความด้อยโอกาส ความขาดแคลน และปัญหาการขาดอาหารซึ่งความเครียดเรื้อรังรวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มต่างต้องทำให้ทุกคนตระหนักในปัญหาและการแก้ไขปัญหารากฐานเหล่านั้น

การจัดการแก้ปัญหาโรคเรื้อรังไม่สามารถพูดเฉพาะโรค แต่ต้องพูดถึงปัจจัยทางสังคมเศรษฐกิจที่มีผลกระทบร่วมด้วย ประเด็นมาตรการหรือองค์ประกอบเรื่องมาตรการจัดการโรคเรื้อรังซึ่งได้มีการนำเสนอเป็นนิทรรศการ ซึ่งมีรายละเอียดในเอกสารและนิทรรศการที่ได้นำเสนอที่ชัดเจนว่ามาตรการหรือองค์ประกอบ 4 คูณ 4 คูณ 4 โมเดลไม่ว่าจะเป็น 4 โรค 4 ความเสี่ยง 4 ความผิดปกติ และ 4 ระบบมาตรการ ที่เร่งรัดเพื่อการพัฒนาระดับโลกและระดับประเทศ ซึ่งได้พยายามนำเสนอให้ชัดเจนว่ามาตรการอะไรที่จะทำให้เกิดการดำเนินการนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยมาตรการมีตั้งแต่นโยบาย การสื่อสารสาธารณะเพื่อเป็นการผลักดันในระดับภาพกว้าง การเฝ้าระวังและจัดการข้อมูลเพื่อสามารถจะรู้สถานการณ์ปัญหาต่างๆ ได้ดี การจัดการเรื่องการศึกษาส่งเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยงและลดปัญหาต่างๆ ก่อนที่จะเป็นโรคจนถึงเรื่องการพัฒนาระบบบริการ ที่จะตอบสนองต่อปัญหาโรคเรื้อรังได้อย่างทางการและทันเวลา ซึ่งมิติมาตรการ 4 x4x4 เป็นความต่อเนื่องหรือเป็น spectrum ของการจัดการตรงนี้ เปรียบเทียบจากเมื่อกี้ที่ท่านอาจารย์จรัสได้พูดถึงว่า ถ้าเราไม่อยากให้ตกเหวไปตั้งแต่แรกเราก็ต้องทำตั้งแต่เบื้องต้นแล้วค่อยๆ ลดปัญหาตรงนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งทั้งสองวันนี้ ได้มีการพูดคุยรูปธรรมของการดำเนินการตามมาตรการทางนโยบายว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง ความก้าวหน้าหรือผลเป็นอย่างไรระหว่างการประชุมดังกล่าว

จากการประชุมนี้ นโยบายบางส่วนอาจจะไม่ได้พูดชัดเจน แต่ได้มีประเด็นที่นำเสนอ คือ การลงทุนเพื่อการป้องกัน เป็นการลงทุนเพื่อให้สุขภาพดี นโยบายเกี่ยวกับ health in all policyเพื่อการจัดการซึ่งจำเป็นต้องไปกำหนดอยู่ในมาตรการทางนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเรื่องเหล้า บุหรี่ เรื่องนโยบายสินค้า เรื่องอาหารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งดำเนินการควบคู่กันไปด้วย นโยบายการส่งเสริมสุขภาพลดความเสี่ยงต้องเริ่มตลอดช่วงชีวิต ไม่ใช่เริ่มตอนป่วยแล้ว จนถึงนโยบายเรื่องการจัดบริการสุขภาพการคัดกรอง ความต่อเนื่อง การจัดระบบบริหารจัดการและนโยบายด้านกำลังคนเพื่อรองรับระบบบริการ

ในเรื่องระบบการเฝ้าระวังและการจัดการข้อมูลได้มีการพูดถึง 9 เป้าหมายตัวชี้วัดซึ่งพูดถึง 9 เป้าหมายหรือ 3 กลุ่มลดเสี่ยง ลดป่วย หรือลดอัตราตาย อันวันสมควร ก่อนวัยสมควรจนถึงการบริการที่ตอบสนองได้ ที่เป็น 9 เป้าหมายที่เราต้องการกำหนดขึ้นสอดคล้องกับประเด็นของกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังพุ่งเป้าไปเช่นเดียวกันแต่อาจจะไม่ครบถ้วนตรงกันทั้งหมด แต่เป็นประเด็นที่น่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อ

ประเด็นเรื่องการจัดการข้อมูลของหน่วยบริการ แนวโน้มขณะนี้ต้องการจัดการเรื่องข้อมูลในแง่ของบBRSFS พฤติกรรมสุขภาพการจัดการข้อมูลที่เป็น data center ที่ในระดับจังหวัดและในระดับพื้นที่ ต่างก็มีการเร่งรัดพัฒนา ที่สำคัญคือการใช้ข้อมูลที่มีการติดตามประเมินผลและสามารถนำไปชี้ทิศทางของการพัฒนาในปัจจุบัน ประเด็นเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยง ประเด็นนี้ถ้ามีการพูดกันอาจจะไม่ได้กำหนดชัด แต่มีข้อสรุปที่เห็นตรงกันคือ การส่งเสริมสุขภาพเพื่อลดโรคเรื้อรังจำเป็นต้องดำเนินการตั้งแต่ต้นชีวิต ตั้งแต่ในวัยทารก วัยเด็ก วัยโรงเรียน วัยทำงาน จนถึงวัยผู้สูงอายุ ซึ่งมีมาตรการต่างๆ อยู่แล้ว เพียงแต่จะต่อร้อยและดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องอย่างไรก็เป็นประเด็นสำคัญ มาตรการการส่งเสริมสุขภพ เพื่อเกิดการลดความเสี่ยงทั้งระดับบุคคล หรือระดับประชากรทั่วไปในสังคมและมาตรการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรจึงจะมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพมากที่สุด ตลอดจนมาตรการเชิงสังคมนโยบาย เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการปัญหา เช่นเรื่องอาหาร เรื่องของสังคมวัฒนธรรม ที่จำเป็นที่ต้องการมาตรการเชิงระดับสังคมมาดำเนินการ ส่วนมาตรการเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพได้มีการพูดกันเรื่องการคัดกรองแนวใหม่ การพัฒนาศักยภาพระบบบริการ การจัดการคลินิกคุณภาพ การคัดกรองภาวะแทรกซ้อน การจัดการเพื่อการดูแลเฉพาะต่อเนื่องให้มีประสิทธิผลมากขึ้น จนถึงเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งอสม. ให้มีส่วนร่วมในการดูแลและการจัดบริการ จนถึงเรื่องการจัดการข้อมูลเพื่อการติดตามประเมินผล ทั้งหมดนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนในห้องย่อยของการประชุมทั้งสองวันนี้

บทเรียนสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนกัน คือ บทเรียนและประสบการณ์ในการขับเคลื่อนการจัดการโรคเรื้อรังต่างๆจากการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย คือ ถ้าเปลี่ยนทัศนคติของสังคมในเชิงที่ลดหรือทำให้ไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่หรือทำให้การสูบบุหรี่กลายเป็นปัญหาที่ไม่อยากให้มีใครสูบในสถานที่ราชการต่างๆ นี้ กลายเป็นมาตรการที่มีพลัง ขณะนี้กลายเป็นวัฒนธรรมเป็นมาตรการทางสังคมที่ได้ผล เพราะเป็นเรื่องที่เป็นจิตสำนึกและในระยะยาวได้ ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญ

มาตรการอื่นๆ ที่ลองพยายามพัฒนาและแก้ไขปัญหาเพิ่มเติม คือ บทเรียนการจัดการในระดับอำเภอ ตำบล ซึ่งได้จัด best practice ทั้งหมดใน 12 พื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่แสดงผลในระดับ สสจ. อำเภอ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ทั้งหมดในจังหวัดต่างๆ ไม่ว่ามุกดาหาร ลำปาง อุดรธานี พิจิตร อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ และชุมพร ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างกำลังขยับเคลื่อนไปในการพัฒนาเชิงระบบมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการบูรณาการปรับบทบาทของตนเองอย่างชัดเจนมากขึ้น จนถึงเรื่องมาตรการเรื่องการจัดการแบบบูรณาการที่ระดับเขต ที่เป็นนโยบายซิม 3 ซิมโมเดลที่เริ่มทดลองในบางเขตพื้นที่ให้เกิดมีความชัดเจนในการจัดการโรคเรื้อรังมากขึ้น รวมทั้งการจัดการที่ระดับอำเภอด้วย

บทบาทขององค์กรที่สนับสนุนช่วงเสวนา Who is Who ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ก็ชัดเจนว่าทุกส่วนต่างมุ่งหน้าให้ความสำคัญของโรคเรื้อรังทั้งสิ้น แต่อาจจะเน้นกันที่ในแต่ละระดับที่ต่างกัน ในส่วน สสส.เน้นการที่จะเป็นน้ำมันหล่อลื่นเป็นการสร้างภาคีเครือข่ายและเน้นไปที่การป้องกันปฐมภูมิหรือการป้องกันต่อปัญหาพฤติกรรมต่างๆ ในส่วนของ สปสช.มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาขยายระบบบริการให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเน้นของการให้มีบทบาทการสร้างคนในระดับจังหวัด อำเภอที่จะเป็น system manager และ case manager ตลอดจนเครือข่ายในระดับตำบลที่พัฒนาเรื่องของกองทุนสุขภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เพื่อการคัดกรองและการแก้ปัญหาสุขภาพ ในระดับของพื้นที่ในส่วนของบทบาทกระทรวงสาธารณสุขถือว่าเป็นแม่งานใหญ่ในเชิงการจัดการปัญหาสุขภาพ ตัวเดินเครื่องการทำงานระบบทั้งหมดในส่วนนี้แน่นอนบทบาทสาธารณสุขเป็นการพัฒนานโยบาย การสื่อสารจนถึงการเฝ้าระวังและการพัฒนาระบบสื่อสารและติดตามข้อมูลตลอดจนบทบาทที่เน้นการพัฒนาที่ส่งเสริมการบูรณาการไปที่ 5 กลุ่มวัย การบูรณาการที่เขตสุขภาพ บทบาทขององค์กรนำซึ่งขณะนี้การเคลื่อนนี้เป็นระดับโลก ไม่ใช่ระดับของประเทศเท่านั้น องค์การอนามัยโลก(WHO)ซึ่งเป็นองค์กรในต่างประเทศก็ขับเคลื่อนเช่นเดียวกัน วาระของเรื่องงาน NCD เป็นวาระของระดับองค์กรสหประชาชาติต่างก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วม แล้วก็มีการประกาศปฏิญญาทางการเมือง เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมเพราะเกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเช่นกัน และคาดว่าความคาดหวังที่ประเทศไทยควรพัฒนาคือการทำงานแบบสหสาขา จนถึงการทำให้ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

ประเด็นเรื่องการจัดการกำลังคน ข้อสรุปร่วมกัน คือ ถ้าดำเนินการเราไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านี้อนาคตคนจะไม่พอในการจัดการหรือรองรับการจัดการโรคเรื้อรังหรือรองรับบริการโรคเรื้อรังเพราะว่าโรคมันเพิ่มมาก ต้องการบริการมาก แต่กำลังคนมีจำนวนเท่าเดิม รวมทั้งวิธีในการทำงานของคนในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องและยังไม่พอดีกับโรคเรื้อรังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนประเภท ลักษณะของบุคลากรที่เราต้องการเป็นแบบสหสาขา ต้องการทำงานแบบแนวกว้าง แบบบูรณาการแบบองค์รวม ในด้านเวชศาสตร์ครอบครัวหรือด้านการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาให้เหมาะสมมากขึ้น รวมทั้งเรื่องของกำลังคนในภาคประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในการจัดการหรือการจัดการโรคเรื้อรัง

ประเด็นการส่งเสริมสุขภาพที่ทำให้เห็นประเด็นวัยอยู่ในครรภ์จนถึงวัยสูงอายุ ต่างมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทั้งสิ้น และมองว่าเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ เรื่องอาหารและโภชนาการ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอาจจะต่างกับเหล้าและบุหรี่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่มาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวได้ ต้องสร้างมาตรการทางสังคมสภาพแวดล้อมเป็นทางเลือกการจัดการมากขึ้น ส่วนเรื่องเหล้าและบุหรี่ที่เป็นมาตรการแยกยังไม่ได้บูรณาการเรื่องโรคเรื้อรังก็ต้องบูรณาการกันมากขึ้น และส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยความสำเร็จในการทำงานที่ผ่านมาเรื่องการออกกำลังกาย ก็เป็นประเด็นที่ต้องวางให้ถูกกับวัยและบริบท ประเด็นการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างการตื่นตัว สำคัญคือต้องกำหนดเป้าหมายด้วยซ้ำ ว่าเราต้องการให้เกิดขึ้นอะไร ต้องการศึกษาให้เข้าใจกลุ่มเป้าหมายนั้น แล้วนำมาสู่การพัฒนาข้อความและวิธีการสื่อสารได้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีข้อมูลมากแต่อาจจะไม่ได้ถูกการสังเคราะห์ และสกัดว่าอะไรคือประเด็นที่เราสามารถจะตามไปสู่การสื่อสารและมีความชัดเจนในการพัฒนาได้

ประเด็นการปรับพฤติกรรมที่เป็นเรื่องยากมากและเป็นเรื่องซับซ้อน แต่จากบทเรียนประสบการณ์ในพื้นที่สามารถทำให้ได้สำเร็จ และได้ผลได้เพียงแต่ขอให้มีการปรับกระบวนการและวิธีการต้องเริ่มที่ความเข้าใจ ผู้รับบริการและเข้าใจเจตนาหรือความแรงผลักดันของผู้รับบริการนี้สำคัญ สำคัญต้องเริ่มที่ใจ การให้กำลังใจและดูแลด้วยใจ ไม่ใช่เป็นเพียงเทคนิคหรือความรู้ เทคนิคหรือความรู้จะไม่สามารถนำไปสู่การปรับพฤติกรรมได้ การตำหนิต่างๆ ไม่สามารถนำไปสู่การปรับพฤติกรรมได้ การจัดกระบวนการทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ป่วยมีประสบการณ์ตรงเห็นได้ด้วยตนเอง เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของสื่อต่างๆ หรือการเจาะเลือดต่างๆ เป็นเรื่องที่สำคัญในการที่จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ปรับพฤติกรรมตนเองได้ จนถึงการติดตามกำกับให้กำลังใจที่ต่อเนื่องและที่สำคัญเรื่องการปรับพฤติกรรมเป็นเรื่องที่แต่ละคน แต่ละบริบทมีความแตกต่างกันอยู่ไม่สามารถจะใช้แบบเดียวกันในทุกคนได้

ส่วนการคัดกรองโรคและความเสี่ยงแนวใหม่ ได้คุยกันว่าทิศทางใหม่จะไม่เป็น KPI แต่ขอให้เป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นและใช้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาพฤติกรรมมากขึ้น แนวโน้มเน้นไปที่การบูรณาการผสมผสานมากขึ้น รวมด้านพฤติกรรมเข้าไปด้วยและปรับให้เหมาะสมเน้นการใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาพฤติกรรม ไม่ใช่คัดกรองแล้วมากองเอาไว้หรือรายงานเพียงอย่างเดียวแต่เน้นการใช้งาน และที่สำคัญคือการสนับสนุนต่อการคัดกรองก็จำเป็นต้องมีการจัดงบประมาณ การสื่อสารที่ชัดเจนจนถึงการปรับให้มีความยืดหยุ่นภายใต้มาตรฐานหลักอันเดียวกันและเริ่มสร้างขวัญกำลังใจตลอดจนมีการใช้เครือข่ายทางสังคม และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาหรือในเขตเมือง หรือในกรณีที่เป็นภาระต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

สุดท้ายเรื่องการจัดการคลินิกคุณภาพ และpublic health guidelineได้มีการพูดกันเรื่องคลินิกคุณภาพ ก็เป็นมาตรการใหม่ที่ลงไปดำเนินการในปีสองปีนี้ ก็มีบทเรียนการจัดการคุณภาพของในระดับจังหวัด เขต ทุกพื้นที่ ซึ่งมีบทเรียนที่ดีตลอดจนขณะนี้มีแนวให้มีการเสนอให้มีการทำ public health guideline คือแนวเวชปฏิบัติสาธารณสุข เป็น technical guideline เพื่อการจัดการในเชิงกลุ่มประชากร ที่จะทำอย่างไรที่จะลงทุนแล้วมีประสิทธิภาพได้ดีโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์แล้วได้มีข้อเสนอว่าเราควรจะทำเรื่องนี้อย่างไร ได้มีการตั้งคณะทำงานและดำเนินการเรื่องนี้อยู่ โดยสรุป มีข้อเสนอเรื่องการปรับเปลี่ยน เรื่องการทำ guideline  3 เรื่องคือ 1) เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบูรณาการให้เกิดการจัดการตนเอง 2) เรื่องการดูแลกลุ่มเสี่ยง 3)เรื่องการเสริมเรื่องการจัดการตนเองของประชาชน ก็ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จในการจัดการโรคเรื้อรัง จะจัดการคนอื่นได้ต้องจัดการตนเองก่อน บทเรียนจะมีบทเรียนที่ทางท่านอาจารย์สมเกียรติ ได้พูดถึงเรื่องการดูแลคนเป็นความดันโลหิตสูง การลดโรคต่างๆ กับการบูรณาการเรื่องธรรมปัญหาโรคเสี่ยงต่างๆ ซึ่งเป็นบทเรียนที่มีรวมทั้งเรื่องการร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นที่ชัดเจนว่าจริงๆ แล้วถ้าสามารถทำได้ดีหน่วยบริการระดับ รพ.สต. จะเป็นเหมือนแหล่งที่สามารถดูแลแบบบูรณาการผสมผสานในทุกๆ ด้านเรื่องพฤติกรรมการรักษาพยาบาล ตลอดจนการป้องกัน รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ โรงเรียนต่างๆเข้ามาร่วมมือ ตลอดจนการที่เทศบาลเองเข้ามาทำงานเป็นส่วนหนึ่งซึ่งการที่ภาคสาธารณสุขจะไปทำงานกับภาคท้องถิ่นจะต้องเข้าใจว่าจุดความต้องการของความร่วมมือ

สุดท้ายเรื่องการวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิพลของระบบการจัดการ NCD ซึ่งมีรูปแบบและบทเรียนจำนวนหนึ่งแต่การวิจัยตรงนี้ยังมีไม่มาก บทเรียนที่นำเสนอเป็นบทเรียนมาจากงานวิจัยจากงานประจำ (R2R) ซึ่งมีการจัดการวิจัยทั้งเชิงคลินิกและชุมชน ซึ่งกำลังเริ่มต้น แม้จะคุณภาพอาจจะไม่สมบูรณ์ในเชิงวิธีการแต่ก็จะพบประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประเด็นที่ไปสู่การพัฒนาด้วยดี แล้วก็คิดว่าพวกเราที่อยู่หน่วยบริการ ถือว่าอยู่บนกองข้อมูล และฐานข้อมูลที่มากและใช้เป็นฐานการวิจัยได้อย่างดีถ้าเราเข้าใจเรื่องการวิจัยตรงนี้

สุดท้ายในเรื่องของการจัดการเครือข่ายต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการจัดการเครือข่ายที่น่าสนใจจากทุกประเด็นทั้งหมดนี้เป็นการสรุปที่ได้ อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดแต่เป็นสาระเท่าที่กลั่นได้จากกิจกรรมทั้งสองวัน


อ่าน 924 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting



หน้าแรก | เกี่ยวกับองค์กร | เอกสารเผยแพร่ | สื่อเผยแพร่ | ฐานข้อมูลสุขภาพชุมชน | sitemap